ความสำคัญของงานบุญและประเพณีบั้งไฟพญานาค

บั้งไฟพญานาคถือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ลักษณะของการเกิดบั้งไฟพญานาคก็คือจะมีลูกไฟประหลาดผุดขึ้นมาจากแม่น้ำโขงขึ้นไปสู่บริเวณท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่มีความแปลกประหลาดที่แม้ทุกวันนี้ก็ยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้ว่าทำไมทุกๆ ปีในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ถึงได้มีลูกไฟจำนวนมากผุดขึ้นมาจากน้ำแล้วลอยขึ้นไปบนฟ้า แต่ถึงกระนั้นในทุกๆ ปีก็จะมีผู้คนแห่ไปจับจองพื้นที่ที่สามารถเห็นดวงไฟเหล่านี้ได้เป็นจำนวนมากเพื่อรอชมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีความสวยงามและน่าประหลาดใจแบบสุดๆ รู้จักกับบั้งไฟพญานาค บั้งไฟพญานาค เป็นชื่อเรียกที่ถูกตั้งขึ้นมาในปี 2529 ก่อนหน้านั้นชาวบ้านจะเรียกกันว่า บั้งไฟผี เป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นบริเวณกลางแม่น้ำโขง สามารถมองเห็นจากริมฝั่งได้ทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาว ลักษณะของบั้งไฟพญานาคจะเป็นแสงกลมๆ เรืองแสงลอยขึ้นมาจากน้ำขึ้นไปบนท้องฟ้า โดยส่วนใหญ่ช่วงเวลาที่บั้งไฟพญานาคจะเกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาวันออกพรรษาพอดี นอกจากนี้ยังไม่สามารถบอกเหตุผลที่ชัดเจนในการเกิดปรากฏการณ์ครั้งนี้ขึ้น อย่างไรก็ตามมีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุว่าน่าจะเกิดจากหลัก 3 ประการนี้ไม่ข้อใดก็ข้อหนึ่งคือ เป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติไม่สามารถหาข้อมูลพิสูจน์ได้เพราะนี่คือตำนาน, เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ยังรอข้อพิสูจน์กันต่อไป และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ส่วนลักษณะของบั้งไฟพญานาค ตัวบั้งไฟจะเอนเข้าหาฝั่งถ้าหากว่าบั้งไฟนั้นขึ้นกลางแม่น้ำโขง ในทางกลับกันถ้าหากตัวบั้งไฟขึ้นใกล้ๆ กับฝั่งตัวบั้งไฟจะเอนออกไปกลางแม่น้ำโขง ลักษณะที่สัมผัสได้จากสายตาคือจะเป็นก้อนดวงไฟกลมๆ มีขนาดตั้งแต่เท่าหัวแม่มือไปจนถึงขนาดเท่าผลส้มหรือไข่ห่าน สีแดงอมชมพูออกบานเย็น หรืออาจเป็นสีแดงทับทิม ไม่มีควัน ไม่มีเปลว ไม่มีเขม่า ไม่มีเสียง และไม่มีกลิ่น จะผุดขึ้นจากผิวน้ำตั้งแต่ระดับ 1-30 เมตร พุ่งขึ้นไปสูง 50-150 เมตร ระยะเวลาในการพุ่งขึ้นไปประมาณ 5-10 วินาที […]

เที่ยวเทศกาลกินเจในประเทศไทย

ในช่วงประมาณเดือนตุลาคมของทุกปีสำหรับคนไทยเชื้อสายจีนหรือในปัจจุบันนี้จริงๆ ก็ไม่ได้มีการกำหนดแล้วว่าใครอยากมีส่วนร่วมในเทศกาลด้วย เทศกาลที่ว่าก็คือเทศกาลถือศีลกินเจ โดยระยะเวลาของเทศกาลนี้ในบ้านเราจะมีประมาณ 9-10 วันขึ้นอยู่กับบางคนที่อาจเริ่มต้นก่อนถึงวันจริงหนึ่งวันเรียกว่า วันล้างท้อง หากให้ทำความเข้าใจกับความหมายของการกินเจง่ายๆ ก็คือ การทานอาหารแต่ประเภทผักไม่มีของสด ของคาวใดๆ ทั้งสิ้นเข้ามาผสม ห้ามมีเนื้อสัตว์มาปะปน รวมถึงผักฉุน 5 ชนิดประกอบไปด้วย หัวหอม, กระเทียม, กุยช่าย, หลักเกียว และใบยาสูบ รวมไปถึงงดการดื่มนม ไข่ หรือวัตถุดิบทุกประเภทที่มีส่วนผสมหรือมีที่มาของสัตว์ ที่มาของการกินเจในประเทศไทย ตามตำนานของประเทศไทยมีการเล่ากันว่า มีคณะงิ้วจากเมืองจีนเดินทางมาทำการเปิดการแสดงงิ้วที่อำเภอกระทู้เป็นระยะเวลานานกว่าปี ในช่วงที่คณะงิ้วได้มากเปิดทำการแสดงนั้นพอดีว่าเป็นช่วงที่บริเวณดังกล่าวมีโรคระบาดเกิดขึ้น คณะงิ้วจึงได้จัดให้มีการกินเจพร้อมกับมีการสร้างศาลเจ้าขึ้นมาเพื่อให้เป็นการสะเดาะเคราะห์ ต่อมาไม่นานโรคระบาดก็หายไป ชาวบ้านอำเภอกระทู้จึงเกิดเป็นความศรัทธาอย่างมาก พอมีการประกอบพิธีดังกล่าวประมาณ 2-3 ปี ผู้คนก็ค่อยๆ ให้ความเลื่อมใสเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังต้องการได้พิธีกินเจฉบับสมบูรณ์แบบตามประเพณีมณฑลกังไส ประเทศจีน จึงได้มีการส่งตัวแทนไปเอาควันธูปหรือเหี่ยวเอี้ยนจากกังไสลอยมาจนถึงภูเก็ต มีข้อแม้ว่าเส้นทางตอนกลับต้องคอยจุดธูปต่อกันไปเรื่อยๆ ห้ามให้ดับหรือมอดเป็นอันขาด นั่นทำให้ศาลเจ้ากระทู้ทุกวันนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของต้นตำรับการกินเจในบ้านเรามาจนถึงปัจจุบัน มีคนไทยจำนวนมากที่ให้ความเชื่อเรื่องการกินเจที่ส่วนใหญ่จะเน้นไปตรงจุดของการละเว้นการเอาสิ่งมีชีวิตเพื่อเป็นการบูชาแด่พระพุทธเจ้าและมหาโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม เพราะฉะนั้นคนที่นับถือเจ้าแม่กวนอิมการกินเจก็เหมือนกับเป็นการสักการะไปในตัวด้วยเช่นกัน สำหรับเทศกาลกินเจในทุกวันนี้ของประเทศไทยจะมีการจัดงานต่างๆ ขึ้นมากมายเพื่อให้คนจำนวนมากหันมาให้ความสำคัญกับการกินเจมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องของการละเว้นสิ่งมีชีวิตอย่างเดียว แต่การกินเจยังช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรงอีกด้วย อย่างสถานที่ใหญ่ๆ ที่จะมีการจัดงานเทศกาลกินเจเป็นประจำทุกปีก็เช่น เมืองภูเก็ต, เยาวราช เป็นต้น รับรองว่าหากช่วงเทศกาลกินเจใครมีโอกาสได้ไปเยือน 2 […]

เทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษาในไทย

เทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษาในประเทศไทยถือเป็นเทศกาลที่มีมาอย่างยาวนาน เป็นเทศกาลที่จะจัดกันเป็นประจำทุกปีในช่วงเวลาก่อนวันเข้าพรรษา 1 วัน ซึ่งปกติแล้ววันเข้าพรรษคือวันแรม 1 ค่ำเดือน 8 ของทุกปี ถือเป็นเทศกาลสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับคนที่นับถือศาสนาพุทธ ตามประวัติศาสตร์เทียนพรรษาถือว่าเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว ชาวพุทธทั้งหลายจะมีการนำเทียนไปถวายแดพระภิกษุสงฆ์ช่วงเทศกาลเข้าพรรษาโดยมีความรารถนาเพื่อให้ตนเองนั้นเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาด มีไหวพริบดุจแสงของเปลวเทียน เทศกาลแห่งเทียนเข้าพรรษาในประเทศไทย สำหรับประเทศไทยเองที่ถือว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติเพราะฉะนั้นประเพณีแห่เทียนพรรษาก็มีมาตั้งแต่เนิ่นนานแล้วเช่นเดียวกัน จุดประสงค์หลักของการแห่เทียนพรรษาในประเทศไทยเองก็มาจากแต่ดั้งแต่เดิมพระภิกษุสงฆ์ไม่ได้มีไฟฟ้าใช้ ทำให้ชาวบ้านที่ไปวัดเป็นประจำทำการหล่อแท่งเทียนขนาดใหญ่เพื่อถวายให้แด่พระภิกษุสงฆ์ได้จุดเพื่อเอาไว้ใช้ในการให้แสงสว่างเพื่อปฏิบัติกิจวัตรต่างๆ ยามค่ำคืน เป็นพุทธบูชาตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ต้องทำการเข้าพรรษา แล้วการนำเทียนไปถวายก็เหมือนกับว่าเป็นเทศกาลที่สร้างความสนุกสนานให้กับชาวบ้านทำให้มีการแห่งานกันแบบเอิกเกริก ทำให้เกิดความคึกครื้นจนกลายมาเป็นประเพณีอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้ จริงๆ แล้วเทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษาของบ้านเราถือว่าเป็นเทศกาลงานบุญที่มักหลอมรวมจิตใจของผู้คนในท้องถิ่นเดียวกันให้เกิดความสามัคคีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เริ่มต้นตั้งแต่การบริจาคเพื่อมีทุนทรัพย์ในการหลอมเทียนเข้าพรรษาขนาดใหญ่ การคัดเลือกสรรหาชาวบ้านที่มีฝีมือในการแกะสลักเทียน มีความรู้ ความชำนาญในการแต่งลวดลายไทย มาทำการแกะสลักลวดลายให้เกิดความสวยงามบนต้นเทียน การทำเทียนให้เป็นลายไทยแล้วนำไปติดเอาไว้บนต้นเทียนที่มีการประดับด้วยดอกไม้สด ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ถือว่าเป็นความสามารถของแต่ละพื้นที่ที่ทำออกมากลายเป็นสัญลักษณ์และสร้างชื่อเสียงให้กับคนในพื้นที่นั้นๆ ตามไปด้วยเช่นเดียวกัน สำหรับเมืองไทยของเราเวลาที่มีเทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษาก็มักจะมีการนำศิลปะด้านการฟ้อนรำต่างๆ เข้ามาร่วมด้วยเพื่อให้เกิดความสนุกสนานเป็นการฟ้อนรำไปกับขบวนแห่พรรษาจนถึงวัด นอกจากนี้ในอดีตงานเทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษายังถือเป็นการพบเจอกันของหนุ่มสาวที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดทำความรู้จักสนิทสนมกันด้วย นอกจากนี้ยังมีการแต่งกายแบบพื้นบ้านเพื่อเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยให้คงสืบต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน นับว่าเป็นประเพณีอันดีงามที่ยังคงมีอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้สำหรับเทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษา

“ลอยกระทง” ประเพณีที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน

ถ้าจะให้นับมรดกวัฒนธรรมประเพณีของคนไทยแล้วมีหลากหลายประเพณีที่ทรงคุณค่า โดยเฉพาะวันลอยกระทงที่สืบต่อเนื่องกันมาอย่างช้านาน ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานบ่งบอกแน่ชัดว่าวันลอยกระทงเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยใด แต่คนโบราณมีความเชื่อกันว่าน่าจะปฏิบัติต่อๆกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยในรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหง โดยเรียกว่า “พิธีจองเปรียญ” หรือ “การลอยพระประทีป” หลังจากนั้นก็มีการจัดประเพณีวันลอยกระทงสืบต่อมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์มีการประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดกันอย่างงดงามตระการตาเป็นที่รอคอยของผู้คน ส่วนสาเหตุที่มีวันลอยกระทงขึ้นมานั้น คาดว่าจะเกิดจากความเชื่อของแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไป เช่น เพื่อเป็นการสำนึกบุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราได้ใช้ดื่มกิน ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่เราได้ทิ้งสิ่งสกปรกปฏิกูลต่างๆลงไปในน้ำ ทำให้แหล่งน้ำไม่สะอาด ในคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปทรงแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ และได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้ที่หาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ซึ่งก็คือแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย การลอยกระทงก็เท่ากับว่าเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที การลอยกระทงก็เปรียบเสมือนกับการลอยทุกข์ ความโศกเศร้า โรคภัยไข้เจ็บต่างๆให้ลอยไปกับกระทงจะได้หมดเคราะห์หมดโศก เพื่อเป็นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของประเทศไทยไทยเอาไว้ ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา และยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รู้จักประเพณีอันทรงคุณค่านี้ เพื่อส่งเสริมฝีมือแนวคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพราะในช่วงเทศกาลแต่ละพื้นที่จะมีการจัดประกวดกระทงกันอย่างสนุกสนาน ทำให้ผู้ร่วมแข่งขันได้พยายามที่จะสรรหาความคิดแปลกใหม่พร้อมทั้งรักษาภูมิปัญญาพื้นบ้านเอาไว้ โดยในวันลอยกระทงแต่ละจังหวัดก็จะมีการจัดกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป ส่วนที่ยังคงคล้ายกันก็คือการทำกระทง ซึ่งตอนนี้มีการรณรงค์ให้ประดิษฐ์กระทงจากวัสดุธรรมชาติทดแทนการใช้โฟมที่ย่อยสลายยาก เราจึงมักเห็นกระทงที่ทำจากหยวกกล้วย ใบตอง กาบพลับพลึง เปลือกมะพร้าว ฯลฯ มาประดับตกแต่ง และยิ่งในปัจจุบันได้มีการปรับรูปแบบของกระทงเป็นกระทงขนมปังลวดลายน่ารักแปลกตาแถมยังมีประโยชน์ต่อสัตว์ที่อยู่ใต้น้ำได้อีกด้วย เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วก็อย่าลืมที่จะช่วยกันรักษาขนบประเพณีที่งดงามอย่างวันลอยกระทงไว้ให้อยู่ตราบนานเท่านานเพื่อให้รุ่นลูก รุ่นหลานของเราได้รู้จักประเพณีนี้ตลอดไป แต่ที่สำคัญต้องอนุรักษ์ให้ถูกวิธีด้วย เพื่อให้ชาวต่างชาติได้เข้าใจและรู้จักประเพณีที่ถูกต้องด้วยคะ