“ลอยกระทง” ประเพณีที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน

ถ้าจะให้นับมรดกวัฒนธรรมประเพณีของคนไทยแล้วมีหลากหลายประเพณีที่ทรงคุณค่า โดยเฉพาะวันลอยกระทงที่สืบต่อเนื่องกันมาอย่างช้านาน ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานบ่งบอกแน่ชัดว่าวันลอยกระทงเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยใด แต่คนโบราณมีความเชื่อกันว่าน่าจะปฏิบัติต่อๆกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยในรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหง โดยเรียกว่า “พิธีจองเปรียญ” หรือ “การลอยพระประทีป” หลังจากนั้นก็มีการจัดประเพณีวันลอยกระทงสืบต่อมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์มีการประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดกันอย่างงดงามตระการตาเป็นที่รอคอยของผู้คน ส่วนสาเหตุที่มีวันลอยกระทงขึ้นมานั้น คาดว่าจะเกิดจากความเชื่อของแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไป เช่น เพื่อเป็นการสำนึกบุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราได้ใช้ดื่มกิน ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่เราได้ทิ้งสิ่งสกปรกปฏิกูลต่างๆลงไปในน้ำ ทำให้แหล่งน้ำไม่สะอาด ในคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปทรงแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ และได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้ที่หาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ซึ่งก็คือแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย การลอยกระทงก็เท่ากับว่าเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที การลอยกระทงก็เปรียบเสมือนกับการลอยทุกข์ ความโศกเศร้า โรคภัยไข้เจ็บต่างๆให้ลอยไปกับกระทงจะได้หมดเคราะห์หมดโศก เพื่อเป็นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของประเทศไทยไทยเอาไว้ ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา และยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รู้จักประเพณีอันทรงคุณค่านี้ เพื่อส่งเสริมฝีมือแนวคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพราะในช่วงเทศกาลแต่ละพื้นที่จะมีการจัดประกวดกระทงกันอย่างสนุกสนาน ทำให้ผู้ร่วมแข่งขันได้พยายามที่จะสรรหาความคิดแปลกใหม่พร้อมทั้งรักษาภูมิปัญญาพื้นบ้านเอาไว้ โดยในวันลอยกระทงแต่ละจังหวัดก็จะมีการจัดกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป ส่วนที่ยังคงคล้ายกันก็คือการทำกระทง ซึ่งตอนนี้มีการรณรงค์ให้ประดิษฐ์กระทงจากวัสดุธรรมชาติทดแทนการใช้โฟมที่ย่อยสลายยาก เราจึงมักเห็นกระทงที่ทำจากหยวกกล้วย ใบตอง กาบพลับพลึง เปลือกมะพร้าว ฯลฯ มาประดับตกแต่ง และยิ่งในปัจจุบันได้มีการปรับรูปแบบของกระทงเป็นกระทงขนมปังลวดลายน่ารักแปลกตาแถมยังมีประโยชน์ต่อสัตว์ที่อยู่ใต้น้ำได้อีกด้วย เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วก็อย่าลืมที่จะช่วยกันรักษาขนบประเพณีที่งดงามอย่างวันลอยกระทงไว้ให้อยู่ตราบนานเท่านานเพื่อให้รุ่นลูก รุ่นหลานของเราได้รู้จักประเพณีนี้ตลอดไป แต่ที่สำคัญต้องอนุรักษ์ให้ถูกวิธีด้วย เพื่อให้ชาวต่างชาติได้เข้าใจและรู้จักประเพณีที่ถูกต้องด้วยคะ

มิชิแกนกับเทศกาลหน่อไม้ฝรั่งที่คุณไม่ควรพลาด

asparagus

หลายเทศกาลสุดแปลกที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มันก็ไม่ได้เกิดจากการบูชาพระเจ้า ความเชื่อในเรื่องของภูติ ผีปีศาจ หรือแม้แต่ความเชื่อในเรื่องของสิ่งชั่วร้ายแต่อย่างใด บางเทศกาล บางประเพณีที่เกิดขึ้นบนโลกของเราบางทีก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่ต้องการทำเพื่อขอบคุณอะไรบางอย่างที่ได้ใช้ชีวิต ให้ที่อยู่ ให้อาชีพการทำมาหากินของพวกเขา เหมือนเป็นการจัดเทศกาลเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อระลึกถึงคุณงามความดีในสิ่งต่างๆ และเรื่องที่ค่อนข้างเหลือเชื่อและแปลกประหลาดที่สุดกับอีกเทศกาลหนึ่งซึ่งมีอยู่บนโลกใบนี้จริงๆ นั่นก็คือ เทศกาลหน่อไม้ฝรั่ง คุณอ่านไม่ผิดแน่ๆ มันคือเทศกาลหน่อไม้ฝรั่งที่เราเอาไว้ทำเป็นอาหารอันเลิศรสทานกันนี่เอง แต่สำหรับที่มลรัฐมิชิแกน สหรัฐฯ เขาไม่ได้มองว่าหน่อไม้ฝรั่งเป็นเพียงพืชชนิดหนึ่งที่เอาไว้สำหรับการทำอาหาร เนื่องจากว่าหน่อไม้ฝรั่งนั้นถือเป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับ 1 ของพวกเขา และรัฐมิชิแกนเองก็เป็นผู้ที่สามารถผลิตหน่อไม้ฝรั่งออกมาได้มากที่สุด จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่า การที่พวกเขาสามารถลืมตาอ้าปากมีเงินมีทองใช้จนถึงทุกวันนี้นั้นก็เกิดมาจากการหน่อไม้ฝรั่งได้สร้างสิ่งเหล่านี้ให้กับพวกเขา เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเขาเลยจำเป็นต้องมีการจัดเทศกาลเพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณค่าในความเป็นหน่อไม้ฝรั่ง ว่าแล้วเทศกาลหน่อไม้ฝรั่งที่คนทั้งโลกต่างก็ฉงนสงสัยและมีคำถามเกิดขึ้นในหัวมากมายก็บังเกิดขึ้นในมลรัฐมิชิแกน จริงๆ แล้วลักษณะนี้มันเหมือนกับพวกเขากำลังให้เกียรติหน่อไม้ฝรั่งที่พวกเขามองว่ามันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการเกษตรเพียงอย่างเดียวแต่มันยังเป็นเรื่องของศิลปะวัฒนธรรมอันดีงามอีกด้วย พวกเขาจึงตกลงกันว่าจะมีการจัดงานในลักษณะนี้ขึ้นเป็นเทศกาลที่จะถูกจัดขึ้นในทุกเดือนพฤษภาคม ของทุกปี ภายในเทศกาลดังกล่าวก็จะมีการเดินขบวนพาเหรดที่ทุกคนจะทำการแต่งตัวเป็นหน่อยไม้ฝรั่งในลักษณะต่างๆ สร้างความสนุกสนาน ความบันเทิง และความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ เอาไว้เป็นอย่างมาก มีการประกวดบทกลอนที่เกี่ยวข้องกับหน่อไม้ฝรั่ง รวมไปถึงการมีงานเลี้ยงโดยมีหน่อไม้ฝรั่งเป็นวัตถุดิบหลักของงาน โดยอาหารที่มาเสิร์ฟนั้นก็จะแตกต่างกันออกไป ทว่าสิ่งที่เหมือนกันก็คือทุกเมนูจะต้องมีหน่อไม้ฝรั่งเป็นส่วนประกอบ เมื่อมีของคาวแล้วก็ต้องตบท้ายด้วยเครื่องดื่มเย็นๆ อย่างเบียร์ที่ก็ทำมาจากหน่อไม้ฝรั่งด้วยเช่นเดียวกัน หากคิดตามสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ก็สามารถมองภาพออกได้ว่าคนเราบางครั้งก็ไม่ได้ต้องการเหตุผลอะไรไปมากกว่าความสนุกสนาน งานรื่นเริง ในชีวิต เพราะแม้แต่หน่อไม้ฝรั่งก็ยังสามารถที่จะเอามาทำเป็นเทศกาลสุดประหลาดแบบนี้ได้เลย

เทศกาลสงครามมะเขือเทศที่คุณเห็นแล้วต้องทึ่ง

บนโลกนี้หากเราได้ทำการรู้จักกับวัฒนธรรมหรือประเพณีต่างๆ เราจะเห็นได้ว่าหลายๆ ประเทศเองก็มีเทศกาลหรือมีประเพณีที่ดูค่อนข้างน่าสนใจ รวมถึงดูเป็นประเพณีที่แปลกประหลาดก็มีให้เห็นกันอยู่ทั่วๆ ไป บางคนก็แทบไม่อยากจะเชื่อว่าบนโลกใบนี้จะมีกิจกรรมสุดประหลาดแบบนี้เกิดขึ้น และไม่ใช่ว่าพึ่งเกิดขึ้นแต่หลายๆ กิจกรรมที่ทำมันเกิดขึ้นมายาวนานนับร้อยๆ ปีแล้วด้วย อย่างสิ่งที่ดูใกล้ตัวเรามากที่สุดก็เห็นจะเป็นเทศกาลสงกรานต์ที่คนไทยเอาน้ำมาสาดใส่กันเพื่อให้เกิดความเย็นฉ่ำ ในขณะที่หลายๆ ประเทศก็มองว่าจะเอาน้ำมาสาดใส่กันให้เปียกทำไม อีกเทศกาลหนึ่งที่ต้องบอกว่าคนทั่วโลกค่อนข้างให้ความสนใจและรู้สึกแปลกประหลาดอยู่ไม่น้อยนั่นคือเทศกาลปามะเขือเทศของประเทศสเปน หรือที่คนสเปนเรียกกันว่า La Tomatina ถือว่าเป็นเทศกาลที่ค่อนข้างเป็นสีสันและเลอะเทอะที่สุดเทศกาลหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ เพราะเทศกาลนี้คุณจะเห็นมะเขือเทศกว่า 100 ตันถูกปาใส่กันทั้งผู้คน ถนน บ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ก็จะเต็มไปด้วยร่องรอยของการโดนมะเขือเทศ เป็นเทศกาลบนถนนบูโยล ถนนเล็กๆ สายหนึ่งใกล้กับเมืองบาเลนเซีย เป็นเทศกาลที่เหล่าบรรดาชายหญิงผู้คึกคะนองหรือต้องการความสนุกสนานก็จะนำมะเขือเทศมาปาใส่กัน เป็นเทศกาลแห่งเดียวบนโลกที่มีการนำมะเขือเทศมาใช้ค่อนข้างเยอะและเลอะเทอะได้ขนาดนี้ เทศกาลปามะเขือเทศนี้จะถูกจัดขึ้นทุกๆ ปีในช่วงเดือนสิงหาคม โดยจะมีพิธีเริ่มต้นก่อนวันเริ่มงานนั่นก็คือแฮม หรือ หมูรมควัน ที่มีการนำขึ้นไปวางไว้บนเสาที่เต็มไปด้วยน้ำมันลื่นๆ ก็จะมีคนพยายามแย่งกันปีขึ้นไปเพื่อไปคว้าแฮม หรือ หมูรมควันนั้นมาให้ได้ แต่มันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเพราะนอกจากความลื่นของเสาที่ถูกทาน้ำมันเอาไว้แล้ว คนที่อยู่ด้านล่างเองก็จะเปล่งเสียงโห่ร้องพร้อมกับฉุดกระชากลากถูกตัวลงมาเพื่อไม่ให้ขึ้นไปเอาสำเร็จ แต่เมื่อมีใครทำสำเร็จก็จะถูกยกย่องให้เป็นผู้พิชิต หลังเสร็จกิจกรรมนี้ก็จะเริ่มมีการฉีดน้ำใส่คนในพื้นที่โดยรอบให้เปียก เมื่อเปียกกันจนได้ที่นั่นก็เท่ากับรู้แล้วว่าความสนุกสานกำลังจะเกิดขึ้น จะมีรถบรรทุกหลายคันขนมะเขือเทศกว่า 100 ตัน เข้ามาในงาน เมื่อมีการขนมะเขือเทศเข้ามาแล้วที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของคนในงานที่จะจัดการเจ้ามะเขือเทศเหล่านั้นให้สิ้นซาก ไม่มีเหลือ เป็นความสนุกสนานที่ถ้าหากใครอยากรู้ว่าเป็นอย่างไรต้องมีโอกาสได้ไปลองดู

โกลาโซ เทศกาลแปลกๆ ของสเปน

แต่ละสถานที่บนโลกใบนี้ก็ล้วนแล้วแต่มีสิ่งต่างๆ ที่เป็นประเพณีซึ่งถูกถ่ายทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษแตกต่างกันออกไป เรื่องของความเชื่อเป็นสิ่งที่ใครก็ไม่สามารถจะห้ามกันได้ว่านั่นคือสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูก สิ่งที่สมควรทำหรือไม่ เหตุเพราะพื้นฐานการใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ ภูมิหลัง หรือแม้แต่การได้รับคำสั่งสอนของคนแต่ละพื้นที่ก็มีความแตกต่างกันออกไปในเรื่องราวต่างๆ มันจึงไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถมาบอกกันได้ว่านั่นคือสิ่งที่ผิด นั่นคือสิ่งที่ถูก เช่นเดียวกับเทศกาลหนึ่งในสเปน ที่หลายๆ คนก็มองว่ามันสมควรเป็นสิ่งที่กระทำหรือไม่ ในขณะที่คนซึ่งเชื่อในเรื่องเหล่านี้ต่างก็บอกว่ามันเป็นเรื่องราวที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน เทศกาลที่กำลังจะกล่าวถึงนั่นก็คือเทศกาล “เอล ซัลโต้ เดล โกลาโช (El Salto del Colacho) แปลเป็นไทยได้ว่า เทศกาลกระโดดข้ามเด็กทารก ใช่แล้วคุณอ่านไม่ผิดเลยแม้แต่บรรทัดเดียวมันคือเทศกาลสุดแปลกและเชื่อว่าน่าจะเป็นเทศกาลที่ใครหลายคนต่างก็มีความงุนงงอยู่ในตัวเองว่ามันมีเทศกาลแบบนี้เกิดขึ้นบนโลกของเราด้วยจริงหรือ เทศกาลนี้ถูกเปิดเผยขึ้นที่เมืองคาสตริลโล เดมูร์เซีย ซึ่งเป็นพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศสเปน คนสเปนมักจะเรียกว่าเทศกาลนี้คือเทศกาลกระโดดของปีศาจ จะถูกจัดขึ้นในช่วงซัมเมอร์ของทุกๆ ปี และจุดประสงค์จริงๆ ของการจัดประเพณีนี้ขึ้นก็เพื่อต้องการขจัดสิ่งชั่วร้ายให้ออกไปจากเมืองนี้เสียให้หมด การประกอบพิธีกรรมดังกล่าวจะให้ชายใส่ชุดสีเหลือง เป็นการเปรียบเสมือนว่านี่คือสิ่งที่ชั่วร้าย หรือที่ภาษาสเปนเรียกว่า “เอล โกลาโช” ทำการกระโดดข้ามเด็กทารกที่ไม่รู้เดียงสาอะไรเลยผู้ซึ่งนอนอยู่บนฟูก เป็นการชำระล้างความชั่วร้ายต่างๆ ให้ออกไปจนหมดสิ้นจากตัวของเด็กทารก ถึงบางคนจะมองว่ามันเป็นพิธีกรรมสุดประหลาดแต่เชื่อหรือไม่ว่านี่คือสิ่งที่ถูกปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1620 แล้ว ซึ่งความเชื่อดังกล่าวได้ระบุเอาไว้ว่า การที่นำเด็กทารกมาวางเอาไว้แบบนี้ก็เพื่อเด็กทารกจะได้ทำการชำระล้างบาปให้ออกไปจนหมดสิ้น เป็นการนำสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวงให้ออกไปจากชีวิตของพวกเขา โดยในพิธีดังกล่าวก็จะมีขบวนพาเหรดจากคนในบริเวณนั้นที่ทำการแต่งตัวเป็นภูตผีเทวดา ทำการเดินไปรอบๆ เมือง มีการเต้นรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน แม้จะค่อนข้างเป็นประเพณีที่ดูหวาดเสียวมากสักเท่าไหร่ก็ตาม […]